อาการที่รับนวดรักษา

บุญบัวคลินิก บริการนวดจัดกระดูกรักษาอาการ มากกว่า 30 อาการ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มอาการ

ก)   อาการทางด้านกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อ และพังผืด รวมถึงการกดทับเส้นประสาท ยกตัวอย่าง ได้แก่

        โรคออฟฟิศซินโดรม  ปวดคอบ่าไหล่  โรคไหล่ติด  สะบักจม  เจ็บข้อศอก  ปวดหลังปวดเอว   หลังแข็งก้มไม่ได้   ปวดสะโพกร้าวลงขา  ปวดขาชาเท้า  หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท  นิ้วล็อก  ปวดข้อมือ  รองช้ำ(เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ)  ปวดข้อเข่า  ข้อแพลง  ปวดเมื่อยทั่วร่างกาย  มือตายเท้าตาย  กระดูกหลังโก่ง  กระดูกหลังคด  ตะคริว  เหน็บชา  เป็นต้น 

 ข)   อาการเกี่ยวกับระบบและอวัยวะภายในร่างกาย ยกตัวอย่าง ได้แก่

       อัมพฤกษ์   อัมพาตครึ่งซีกจากโรคหลอดเลือดสมอง   อาการปวดประจำเดือน  มดลูกต่ำ มดลูกลอย  อาการจุกเสียด-ท้องแข็ง   อาการท้องผูก   ปวดศีรษะ-คลื่นเหียน-วิงเวียน   โรคนอนไม่หลับ  น้ำเหลืองเสีย   ภูมิแพ้   เครียด-วิตกกังวล-หงุดหงิด  ปวดเมื่อยตา  โรคลมชัก  สตรีหลังคลอดไม่มีน้ำนม  หายใจไม่เต็มอิ่ม  อ่อนเพลียเมื่อยล้า  หูอื้อ-ลมออกหู-ปวดหู   อัมพาตใบหน้า  เป็นต้น 

 

รายละเอียดอาการต่างๆ ดังนี้ 

  1. ปวดคอ สะบัก ไหล่ จากอาการกล้ามเนื้อบริเวณรอบคอ สะบัก และไหล่ ตึงเคร่ง เกิดอาการปวดจี๊ดขึ้นหัวจากท้ายทอย บางครั้งทำให้เกิดอาการปวดศีรษะคล้ายไมเกรน หมุนคอลำบาก อันมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการก้มคอทำงานเป็นเวลานานๆ (โรคออฟฟิศซินโดรม Office Syndrome) เช่นการนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ ตรวจงาน เขียนหนังสือ ก้มใช้แทปเลตหรือมือถือเป็นเวลานานๆ นอนเอาหัวพาดโซฟาดูทีวี นอนหมอนสูงเกินไป เป็นต้น

  2. ปวดข้อหัวไหล่ Rotator Cuff Tendonitis เกิดจากกล้ามเนื้อและเอ็นหุ้มข้อรอบบริเวณหัวไหล่ เกิดการบาดเจ็บและอักเสบจากการใช้งานหนักหรือการเล่นกีฬา 

  3. อาการข้อหัวไหล่ติด (Frozen Shoulder) หมุนหัวไหล่แล้วเจ็บ เกิดพังผืดยึด อักเสบ ยกแขนขึ้นสุดไม่ได้ เอาแขนป่ายไปด้านหลังไม่ได้ (ท่าปลดยกทรง) ยกแขนขึ้นข้างบนแนบชิดหูไม่ได้ เกิดจากการอยู่ในท่ายกแขนเป็นเวลานาน หรือยกแขนขึ้นลงบ่อยๆ

  4. เจ็บข้อศอก Epicondylitis ปวดข้อศอกเวลาออกแรงทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น ยกของหนัก ทำงานบ้าน บิดผ้า เป็นต้น และกดเจ็บบริเวณตุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอก (โรคข้อศอกนักเทนนิส Tennis Elbow) หรืออาการเจ็บอยู่ที่ตุ่มกระดูกข้อศอกทางด้านใน (โรคข้อศอกนักกอลฟ์ Golfer Elbow) 

  5. ชาแขน ชามือ ปวดร้าวลงแขน อาจเกิดมาจากกล้ามเนื้อสะบักอักเสบ บางรายภ้าเป็นมากจะมีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย หรืออาจเกิดมาจากกระดูกต้นคอทับเส้นประสาท หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทช่วงคอ  (Cervical radiculopathy) ทำให้มีอาการปวดศีรษะ ปวดต้นคอ บ่า ร้าวลงแขน หันศีรษะแล้วปวด ปวดร้าวลงสะบัก ชานิ้วมือ เป็นต้น 

  6. โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal tunnel syndrome) กลุ่มอาการนี้เกิดขึ้นมากในกลุ่มคนทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ รวมถึงการใช้อุปกรณ์เสริมของเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น เม้าส์ เป็นเวลานาน โดยการใช้เม้าส์จะทำให้เราอยู่ในท่ากระดกข้อมือขึ้นเป็นเวลานาน ซึ่งนำไปสู่การกดทับของเส้นประสาทบริเวณข้อมือได้ ผู้เป็นโรคนี้จะอาการปวด ชาบริเวณฝ่ามือและนิ้วมือจะมีอาการข้างเคียงหรือทั้ง 2 ข้าง มักจะมีอาการเด่นชัดในมือข้างที่ถนัด โดยเฉพาะนิ้วโป้ง ชี้ กลาง และนิ้วนางครึ่งนิ้ว หรือมีอาการอ่อนแรงของมือ และนิ้วมือ เช่น กำมือได้ไม่แน่น หยิบจับของแล้วหล่นง่ายถ้าไม่รีบรักษา จะสังเกตเห็นกล้ามเนื้อในมือฝ่อลีบ บางครั้งอาจพบว่ามีอาการมากขึ้นในตอนกลางคืนบางครั้งผู้ป่วยอาจตื่นขึ้นมาเนื่องจากอาการปวด แต่เมื่อสะบัดข้อมือแล้วมีอาการดีขึ้น

  7. ภาวะนิ้วล็อค (Trigger finger) เป็นกลุ่มอาการหนึ่งที่เกิดกลุ่มคนที่ใช้มือในการทำงานอย่างหนัก มีอาการเจ็บและมีเสียงดังกึก ทำให้เส้นเอ็นไม่โก่งตัวออกเมื่องอนิ้ว แต่เมื่อมีการอักเสบเส้นเอ็นจะบวมและหนาตัว ทำให้ลอดผ่านห่วงลำบาก จึงรู้สึกเจ็บและเกิดอาการนิ้วล็อคตามมา ส่วนใหญ่จะพบในผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะแม่บ้าน ที่ใช้มือทำงานอย่างหนัก เช่น หิ้วตะกร้าจ่ายกับข้าว ชอปปิ้ง บิดผ้า ส่วนในผู้ชายมักจะพบในผู้ที่มีอาชีพที่ต้องใช้มือหนักๆ เช่น พนักงานพิมพ์ดีด นักกอล์ฟ ช่างที่ใช้ไขควงหรือเลื่อย ช่างงานฝีมือ นักยูโด และหมอนวดแผนโบราณ เป็นต้น

  8.  ปวดหลังช่วงล่าง ปวดเอว (Lower back pain) แบบไม่มีอาการปวดร้าวลงขา มักเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ หรือเกิดการเคล็ดยอก จากการก้มยกของ หรือเอี้ยวตัว อย่างทันทีทันใด หรือนั่งเกร็งหลังเป็นเวลานานๆ ใส่รองเท้าส้นสูงมากเกินไป หรือนอนที่นอนนุ่มเกินไป หรือการอุ้มครรภ์ เป็นต้น

  9. หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทช่วงเอว (Herniated/Bulging disc) โรคซึ่งเกิดจากหมอนรองกระดูกเสื่อม จึงปลิ้นเลื่อนออกจากข้อกระดูกสันหลังเข้าไปอยู่ในช่องกระดูกสันหลังไปกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในในช่องกระดูกสันหลัง ก่อให้เกิดอาการต่าง ๆ ขึ้น โดยอาการสำคัญมักเป็นการปวดหลังร้าวลงสะโพกและลงขา เนื่องจากหมอนรองกระดูกกดทับประสาทไซแอติก (sciatic nerve) บริเวณกระเบนเหน็บ

    บางคนจึงเรียกอาการปวดหลังชนิดนี้ว่า อาการปวดหลังร้าวไปขา หรือ โรคไซแอติกา (sciatica) หรือ อาการปวดตามประสาทไซแอติกทำให้เกิดอาการปวดหลังช่วงล่าง ร้าวลงสะโพก และร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างและมีอาการชาร่วมด้วยจนเดินไม่ได้ก็มี

  10. ปวดก้น ปวดสะโพก ปวดตรงสลักเพชร (ตะก้ามบ่อง ในภาษาเหนือ) หรือโรคกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท (Piriformis Syndrome) เป็นภาวะที่ไม่ได้เกิดบริเวณกระดูกสันหลัง แต่ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับการกดทับของเส้นประสาทที่หลังบริเวณเอวได้ คือจะมีอาการปวดจากก้นสะโพกข้างใดข้างหนึ่งร้าวลงไปถึงข้อพับเข่า บางรายอาจมีอาการชาอ่อนแรงหากมีอาการรุนแรงมานาน ภาวะนี้เกิดจากมีพังผืดหรือเส้นเลือดที่อยู่รอบๆ กล้ามเนื้อเล็กๆ หลังข้อสะโพกที่เรียกว่า piriformis muscle ไปดึงรั้งหรือกดทับเส้นประสาทใหญ่ที่ลงไปบริเวณขาซึ่งเรียกว่า sciatic nerve ลักษณะอาการ : มีอาการปวดสะโพกร้าวลงต้นขาหรือร้าวขึ้นไปที่หลัง บางรายอาจบอกว่ามีอาการปวดจากหลังไปที่สะโพกก็ได้เช่นกัน จะนอน นั่งท่าไหนก็ปวด

  11. ปวดขา (Leg pain) อาจจะเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ เมื่อกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างได้รับการบาดเจ็บจากการใช้งานหรือ อุบัติเหตุ ที่ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการหดเกร็งตัวอย่างรุนแรง บางครั้งอาจทำให้มีอาการปวดตึงร้าวลงไปที่สะโพก และปวดขาได้ แต่มักไม่มีอาการปวดขาจนขาชาหรือปวดขาจนขาอ่อนแรงร่วมด้วย อีกสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดการปวดขาเรื้อรังคือภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท พบบ่อยที่สุดในกลุ่มวัยทำงาน เกิดจากการฉีกขาดของเปลือกหมอนรองกระดูกส่วนเนื้อด้านในปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทซึ่งอยู่ด้านหลังหมอนรองกระดูก ก็จะทำให้มี อาการปวดขา โดยร้าวจากหลังหรือเอวลงมาปวดขาร่วมด้วย นอกจากนี้กระดูกสันหลังเสื่อมในผู้สูงอายุที่อาจจะมีกระดูกงอกหรือเคลื่อนมาทับเส้นประสาทส่งผลให้มีปวดร้าวจนเกิดอาการปวดขาตามมาได้เช่นกัน 

  12. ปวดต้นขา มีอาการปวดต้นขาด้านหน้า ร่วมกับเวลานั่งยองๆ แล้วจะลุกขึ้นยืน จะรู้สึกปวดเวลาที่จะลุก ไม่มีปวดร้าวไปไหน กดไม่เจ็บ รู้สึกเหมือนเจ็บในกระดูก และรู้สึกไม่มีแรงเวลาจะยกขา การบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring) อาการ เมื่อกดลงตรงบริเวณที่มีการฉีกขาดจะมีอาการเจ็บปวดมาก และมีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ระยะต่อมาจะมีอาการบวม จากการมีเลือดคั่งตรงบริเวณที่มีการฉีกขาด อาการปวดจะทวีความรุนแรงมากขึ้นหากกล้ามเนื้อถูกยืดออก ขณะเหยียดสะโพกหรืองอเข่าต้านแรง หากมีการฉีกขาดของกล้ามเนื้อสมบูรณ์ อาจพบรอยบุ๋มหรือช่องระหว่างมัดกล้ามเนื้อตรงบริเวณที่มีการฉีกขาด

  13. ปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อม (Knee pain and osteoarthritis of knee) อาการปวดหัวเข่าเป็นอาการที่สามารถพบได้บ่อย หลายครั้งเกิดจากการเล่นกีฬา หรือจากอุบัติเหตุ แต่บางคนก็มีอาการปวดหัวเข่าโดยที่ไม่ได้มีสาเหตุที่ชัดเจน แต่ว่าตำแหน่งที่มีอาการปวดของเข่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยบอกได้ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากส่วนใด อาการปวดที่บริเวณด้านหน้าของหัวเข่า อาจเกิดจากการอักเสบของข้อ หรือกระดูกอ่อนที่สะบ้า อาการปวดทางด้านข้างของเข่าอาจเกิดจากการบาดเจ็บของเส้นเอ็นด้านข้าง collateral ligament ข้ออักเสบ หรือการฉีกขาดของกระดูกอ่อน meniscus อาการปวดทางด้านหลังอาจจะเกิดจากข้ออักเสบ หรือมีถุงน้ำ ที่เรียกว่า Baker’s cyst ซึ่งจะเป็นก้อนปูดออกมาที่ด้านหลังหัวเข่า สาเหตุของการปวดเข่าอาจสามารถแบ่งได้กว้าง ๆ คือ การอักเสบของข้อ การฉีกขาดของเส้นเอ็น การเสื่อมของข้อ และการติดเชื้อ การปวดข้อส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานหนัก หรือการใช้งานไม่ถูกวิธี ไม่มีการ warm up warm down และการยืดกล้ามเนื้อไม่เพียงพอ ถ้าเป็นการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย สามารถหายได้เอง

  14. ปวดศีรษะ-ไมเกรน (headache) ปวดหู ปวดกระบอกตา กระหม่อม ซึ่งมีลักษณะปวดตื้อหรือแน่นบริเวณหน้าผากหรือด้านหลังศีรษะและลำคอ ปวดศีรษะแบบตุบ ๆ ข้างเดียวอย่างไมเกรน อาจมีหลายสาเหตุ โดยเฉพาะเวลามีภาวะเครียดกล้ามเนื้อต้นคอแข็งตึง หรือภาวะที่ก้มคอ ยื่นคอเป็นเวลานานๆ เช่น นั่งทำคอมพิวเตอร์ ทำงาน นานๆ สามารถนวดรักษาได้

  15. โรครองช้ำ หรือโรคพังผืดส้นเท้าอักเสบ (Plantar fasciitis) คือ การมีจุดปวดบนเท้า ส้นเท้า เช่น เวลาเดินลงน้ำหนัก โดยเกิดจากการอักเสบ หรือฉีกขาดของผังผืดฝ่าเท้า Plantar Fascia ที่สัมพันธ์กับการเดินลงน้ำหนักที่เท้า มีอาการปวดส้นเท้า หรือส่วนโค้งใกล้ส้นเท้า โดยเจ็บคล้าย ๆ กับมีของแหลมมาทิ่ม และกล้ามเนื้อน่องจะมีอาการเกร็ง ซึ่งอาการเจ็บ โรครองช้ำ นี้จะเป็นมากช่วงเช้า หลังตื่นนอน เมื่อก้าวเท้าก้าวแรก และจะมีอาการดีขึ้น เมื่อมีการบริหารฝ่าเท้า แต่บางครั้งอาจจะปวดทั้งวัน หากยืนนาน ๆ หรือเดินนาน ๆ 

  16. ปวดใต้เท้าร้าวไปที่นิ้วนางและก้อย (Digital Neuritis) โดยมีอาการปวดที่ส่วนหน้าของเท้าตอนยืน หรือเดิน ลักษณะเฉพาะคือการปวด เกิดขึ้นที่บริเวณกระดูกเมตาทาร์ซัล ร้าวไปข้างหน้าตรงบริเวณที่ชิดกันของนิ้วที่ 3 และที่ 4 หรือที่นิ้วที่ 4 อันเดียว คนไข้มักจะบอกว่าทำให้หายปวดได้โดยถอดรองเท้า แลวบีบหรือดึงส่วนหน้าของเท้า การตรวจจะพบว่าส่วนหน้าของเท้าบานออกเหมือนในรายเท้าแบนทางส่วนหน้า (Anterior Flat Foot) บางครั้งเมื่อดันหัวกระดูกเมตาทาร์ซัลเข้าหากัน หรือเมื่อกดฝ่าเท้าตรงระหว่างหัวกระดูกเมตาทาร์ซัลอันที่ 3 กับอันที่ 4 คนไข้จะเจ็บปวด

  17. ข้อแพลง (ligament sprain) เกิดจากเส้นเอ็นและ/หรือ กล้ามเนื้อที่ยึดอยู่รอบๆ ข้อต่อกระดูกมีการฉีก เนื่องจากได้รับบาดเจ็บ เช่น หกล้ม ข้อบิด ข้อพลิก ถูกกระแทก หรือยกของหนัก มักจะเกิดขึ้นกับเอ็นข้อเท้าและข้อมือ อาการจะรุนแรงมากน้อยขึ้นกับปริมาณของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่ฉีกขาด

  18. กลุ่มอาการทีโอเอส หรือ TOS (Thoracic Outlet Syndrome) เกิดจากการกดทับของเส้นเลือดและเส้นประสาทบริเวณระหว่างต้นคอกับรักแร้ไปจนถึงด้านหน้าของไหล่และหน้าอก ผู้ป่วยอาจมีอาการที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่ามีการกดทับบริเวณเส้นประสาทหรือหลอดเลือด ซึ่งหากเกิดการกดทับที่หลอดเลือดก็อาจทำให้มีอาการ เช่น ปวดและบวมที่แขน ซึ่งอาจเกิดจากการกดทับจนทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกแล้วเกิดลิ่มเลือดอุดตันบริเวณดังกล่าว แขนอ่อนแรง หรือตรวจชีพจรไม่พบในแขนข้างที่มีอาการ มือและนิ้วเปลี่ยนเป็นสีซีดหรือม่วงคล้ำคล้ายฟกช้ำ
    แขน มือ และนิ้วมือเย็นผิดปกติ เป็นต้น

  19. ภาวะเอ็นบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มืออักเสบ หรือ เดอโกแวง (De Quervain) เป็นการอักเสบและตีบแคบของปลอดหุ้มเอ็นของกล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือ สาเหตุเกิดจากการใช้มือและข้อมือข้างที่เป็นมากหรือเกินกำลังบ่อยๆ เช่น ซักผ้า บิดผ้า ขัดถูก เป็นต้น นอกจากนี้อาจพบโรคนี้ในหญิงตั้งครรภ์หรือหลังคลอดที่ต้องใช้ข้อมือมากๆ เช่น อุ้มเด็ก ถือของ เป็นต้น อาการจะปวดมากโดยเฉพาะเวลาหยิบหรือจับสิ่งของ

  20. โรคข้อต่อขากรรไกร ความผิดปกติบริเวณข้อต่อขากรรไกรล่าง (temporomandibular joint disorder, TMD) จะทำให้เกิดอาการปวดบริเวณหน้าหู หรือปวดบริเวณใบหน้า, ศีรษะ อ้าปากมีเสียงคลิ๊ก และอาการอื่นๆ เช่น ปวดฟัน, อ้าปากได้ไม่เต็มที่, ปวดขณะอ้าปาก เป็นต้น 

  21. โรคปวดทั่วร่างกายเรื้อรัง Fibromyalgia (ไฟโบรมัยอัลเจีย) เป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดตามกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการแตกต่างกันไป และความรุนแรงของอาการป่วยอาจไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับระดับความเครียด สภาพอากาศ และสุขภาพของผู้ป่วยในขณะนั้น ผู้ป่วยมักมีอาการไวต่อความรู้สึกปวด กล้ามเนื้อตึง ปวดศีรษะ นอนหลับไม่สนิท อ่อนเพลีย มีปัญหาด้านการคิดและการเรียนรู้ เช่น ไม่มีสมาธิ พูดช้า พูดไม่รู้เรื่อง เป็นต้น ลำไส้แปรปรวน ท้องอืด รู้สึกจุกแน่นในท้อง ท้องผูก หรือท้องเสีย

  22. กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด Myofascial Pain Syndrome (MPS) คือกลุ่มอาการปวดร้าว (Referred pain) และ/หรืออาการของระบบประสาทอัตโนมัติ เนื่องจากมีจุดปวด/จุดกดเจ็บ (Trigger point) ที่กล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อพังผืด โดยพบร่วมกับภาวะกล้ามเนื้อหดตัวเกร็ง สาเหตุมาจากการใช้กล้ามเนื้อมัดที่เกิดอาการผิดท่าทาง ซ้ำๆ เป็นระยะเวลานานๆ และต่อเนื่อง จนเกิดความผิดปกติในการหดตัวของกล้ามเนื้อตำแหน่งนั้นขึ้น ผู้ป่วยมักมีอาการปวดตื้อๆ ลึกๆ เช่น ปวดบริเวณสะบัก จะปวดคล้ายสะบักจม ปวดร้าว ปวดบริเวณก้านคอ ขมับ กรามล่าง และครอบคลุมถึงบริเวณศีรษะ เป็นต้น ความรุนแรงของอาการ มีได้ตั้งแต่ปวดเมื่อยน่ารำคาญ จนถึงปวดรุนแรง

  23. เอ็นอักเสบ (Tendinitis) คือ การบวมเจ็บของเอ็นกล้ามเนื้อ  สาเหตุที่เอ็นอักเสบมักเกิดจากการได้รับบาดเจ็บที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งซ้ำ ๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า เข่า หัวไหล่ ข้อศอก สะโพก จนทำให้มีอาการปวดหรือเจ็บรอบ ๆ ข้อต่อ สาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดโรคเอ็นอักเสบ คือการกระทบกระแทก หรือการใช้งานบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นจากการทำงาน จากการเล่นกีฬา หรือจากอุบัติเหตุ ผู้สูงอายุก็มีโอกาสเกิดโรคเอ็นอักเสบ

  24. โรคนักวิ่งจะมีอาการปวดที่เข่าด้านนอก (IT band syndrome) วิ่งไปได้สักระยะหนึ่งจึงจะเริ่มปวด แต่ถ้ายังคงฝืนวิ่งต่อไปอาการปวดจะรุนแรงมากขึ้นจนเราวิ่งต่อไม่ไหว นอกจากนี้นักวิ่งอาจจะมีอาการพร้อมกันในหลายจุดเช่น อาการปวดหน้าแข้ง (Shin splints) อาการปวดขาหนีบ (Groin pain) อาการปวดใต้ข้อพับเข่า (Hamstring strain) เป็นต้น 
Powered by MakeWebEasy.com